แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางท่อเหล็กเหนียว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางท่อเหล็กเหนียว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567

การวางท่อเหล็กเหนียวโดยต่อท่อแบบใช้ Mcanical Coupling

การวางท่อเหล็กเหนียวโดยต่อท่อแบบใช้ Mechanical Coupling : ทางเลือกที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

       สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับการวางท่อเหล็กเหนียวโดยใช้ Mechanical Coupling ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการก่อสร้าง ด้วยข้อดีที่เหนือกว่าการเชื่อมแบบเดิม ทำให้ Mechanical Coupling กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับโครงการที่ต้องการความรวดเร็วและประสิทธิภาพ

ทำไมต้อง Mechanical Coupling?

  • ติดตั้งง่าย รวดเร็ว: ไม่ต้องใช้ความร้อนหรืออุปกรณ์เชื่อม ทำให้กระบวนการติดตั้งทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการเชื่อมแบบเดิม
  • ลดความเสี่ยง: ไม่ต้องกังวลเรื่องประกายไฟหรือความร้อนสูง จึงปลอดภัยกว่าการเชื่อมแบบเดิม
  • ทนทานต่อการกัดกร่อน: วัสดุที่ใช้ผลิต Mechanical Coupling มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
  • รองรับการขยายตัวและหดตัว: ด้วยคุณสมบัติยืดหยุ่นของ Mechanical Coupling สามารถรองรับการขยายตัวและหดตัวของท่อได้ดี
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย: เมื่อเทียบกับการเชื่อมแบบเดิม Mechanical Coupling ช่วยประหยัดค่าแรงและเวลาในการติดตั้งclip_image002

 แสดงการวางท่อและต่อท่อด้วย Mcanical Coupling

 ขั้นตอนการวางท่อเหล็กเหนียวโดยใช้ Mechanical Coupling

  1. เตรียมพื้นที่: ตรวจสอบพื้นที่ให้เรียบร้อย และเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ประแจเลื่อน, คีมล็อค, และน้ำยาหล่อลื่น
  2. ตัดท่อ: ตัดท่อเหล็กเหนียวตามขนาดที่ต้องการ และทำความสะอาดปลายท่อให้เรียบร้อย
  3. ติดตั้ง Coupling: สวม Coupling เข้ากับปลายท่อทั้งสองด้าน และขันน็อตให้แน่น
  4. ตรวจสอบการรั่วซึม: ทำการทดสอบแรงดันเพื่อตรวจสอบการรั่วซึม หากพบการรั่วซึมให้ทำการแก้ไขทันที

ข้อควรระวัง

  • เลือก Coupling ที่เหมาะสม: ควรเลือก Coupling ที่มีขนาดและมาตรฐานตรงกับท่อที่ใช้งาน
  • ตรวจสอบคุณภาพ: ควรเลือก Coupling ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำ: ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการติดตั้งจากผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด

          การวางท่อเหล็กเหนียวโดยใช้ Mechanical Coupling เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ด้วยข้อดีที่เหนือกว่าการเชื่อมแบบเดิม ทำให้ Mechanical Coupling เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับโครงการที่ต้องการความรวดเร็วและประสิทธิภาพ หากท่านกำลังมองหาวิธีการวางท่อที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ Mechanical Coupling คือคำตอบที่ท่านต้องการ

  

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567

ท่อเหล็กเหนียวตามมาตรฐาน มอก. 427

 ท่อเหล็กเหนียวตามมาตรฐาน มอก. 427 คุณสมบัติสำคัญและการเลือกใช้อย่างเหมาะสม

ความเข้าใจเกี่ยวกับท่อเหล็กกล้าเชื่อมด้วยไฟฟ้าสำหรับส่งน้ำ

ท่อเหล็กกล้าเชื่อมด้วยไฟฟ้าตามมาตรฐาน มอก. 427 หรือที่เรียกว่า "ท่อเหล็กกล้าเชื่อมด้วยไฟฟ้าสำหรับส่งน้ำ" เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบส่งน้ำและงานวิศวกรรมท่อต่างๆ ในประเทศไทย มาตรฐานนี้กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของท่อเหล็กที่ใช้ในงานส่งน้ำภายในประเทศ

ชั้นคุณภาพตามมาตรฐาน มอก. 427

มาตรฐาน มอก. 427 ได้แบ่งท่อเหล็กกล้าเชื่อมด้วยไฟฟ้าสำหรับส่งน้ำออกเป็น 3 ชั้นคุณภาพหลัก ได้แก่:

  1. ชั้นคุณภาพ ก. - สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง
  2. ชั้นคุณภาพ ข. - สำหรับงานส่งน้ำทั่วไป
  3. ชั้นคุณภาพ ค. - สำหรับงานส่งน้ำที่มีแรงดันต่ำ

ในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่ชั้นคุณภาพ ข. และ ค. ซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในงานระบบส่งน้ำของไทย

คุณสมบัติสำคัญของท่อเหล็กกล้า ชั้นคุณภาพ ข.

ท่อเหล็กกล้าชั้นคุณภาพ ข. ตามมาตรฐาน มอก. 427 มีคุณสมบัติดังนี้:

คุณสมบัติทางกล

  • ความต้านแรงดึง: ไม่น้อยกว่า 320 MPa
  • ความยืดตัว: ไม่น้อยกว่า 20%
  • ความทนแรงอัดภายใน: สามารถทนแรงดันน้ำได้ตามที่กำหนดในมาตรฐาน

คุณสมบัติทางกายภาพ

  • เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก: มีขนาดตั้งแต่ 15 มม. ถึง 400 มม.
  • ความหนา: มีความหนาเริ่มต้นที่ 2.0 มม. ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
  • ความยาวมาตรฐาน: 6 เมตร

คุณสมบัติทางเคมี

  • ปริมาณคาร์บอน: ไม่เกิน 0.20%
  • ปริมาณแมงกานีส: ไม่เกิน 1.00%
  • ปริมาณฟอสฟอรัส: ไม่เกิน 0.040%
  • ปริมาณกำมะถัน: ไม่เกิน 0.040%

คุณสมบัติสำคัญของท่อเหล็กกล้า ชั้นคุณภาพ ค.

ท่อเหล็กกล้าชั้นคุณภาพ ค. มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชั้นคุณภาพ ข. ดังนี้:

คุณสมบัติทางกล

  • ความต้านแรงดึง: ไม่น้อยกว่า 290 MPa
  • ความยืดตัว: ไม่น้อยกว่า 18%
  • ความทนแรงอัดภายใน: ต่ำกว่าชั้นคุณภาพ ข. เหมาะสำหรับงานแรงดันต่ำ

คุณสมบัติทางกายภาพ

  • มีขนาดและความหนาเช่นเดียวกับชั้นคุณภาพ ข. แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้มากกว่า

คุณสมบัติทางเคมี

  • ปริมาณส่วนผสมทางเคมีอาจมีค่าแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับชั้นคุณภาพ ข.

กระบวนการผลิตท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427

ท่อเหล็กกล้าตามมาตรฐาน มอก. 427 ผลิตด้วยกระบวนการเชื่อมไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  1. การเตรียมวัตถุดิบ: เหล็กแผ่นรีดร้อนถูกนำมาตัดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ
  2. การขึ้นรูป: แผ่นเหล็กถูกนำมาม้วนให้เป็นรูปท่อ
  3. การเชื่อมด้วยไฟฟ้า: รอยต่อของท่อถูกเชื่อมด้วยกระแสไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง
  4. การทดสอบ: ท่อเหล็กที่ผลิตเสร็จแล้วจะถูกนำไปทดสอบคุณสมบัติทางกล การรั่วซึม และความทนทานต่อแรงดัน
  5. การเคลือบผิว: ท่อจะถูกเคลือบด้วยสารป้องกันสนิมตามความเหมาะสม

การเลือกใช้ท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 อย่างเหมาะสม

การเลือกใช้ท่อเหล็กกล้าตามมาตรฐาน มอก. 427 ให้เหมาะสมกับงานนั้น ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้:

1. พิจารณาตามแรงดันใช้งาน

  • ชั้นคุณภาพ ข. เหมาะสำหรับงานที่มีแรงดันปานกลาง เช่น:
    • ระบบส่งน้ำในอาคารขนาดใหญ่
    • ระบบส่งน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม
    • ระบบน้ำดับเพลิง
  • ชั้นคุณภาพ ค. เหมาะสำหรับงานที่มีแรงดันต่ำ เช่น:
    • ระบบท่อระบายน้ำ
    • ระบบส่งน้ำในบ้านพักอาศัย
    • งานระบบน้ำทั่วไปที่ไม่ต้องการความทนทานสูง

2. พิจารณาตามสภาพแวดล้อมการใช้งาน

  • สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง: ควรเลือกท่อที่มีการเคลือบป้องกันสนิมที่เหมาะสม
  • การฝังดิน: ควรเลือกท่อที่มีการเคลือบพิเศษเพื่อป้องกันการกัดกร่อนจากดิน
  • งานภายนอกอาคาร: ควรพิจารณาท่อที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ

3. พิจารณาตามขนาดและปริมาณการไหล

การเลือกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อให้เหมาะสมกับปริมาณการไหลของน้ำเป็นสิ่งสำคัญ โดยทั่วไปสามารถคำนวณได้ตามหลักวิศวกรรมชลศาสตร์ ตัวอย่างเช่น:

  • ขนาด 15-50 มม.: เหมาะสำหรับระบบน้ำใช้ในบ้านพักอาศัย
  • ขนาด 65-150 มม.: เหมาะสำหรับอาคารพาณิชย์และโรงงานขนาดเล็ก
  • ขนาด 200-400 มม.: เหมาะสำหรับระบบส่งน้ำหลักในโรงงานขนาดใหญ่หรือระบบประปา

ข้อได้เปรียบของท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427

การเลือกใช้ท่อเหล็กกล้าตามมาตรฐาน มอก. 427 มีข้อได้เปรียบหลายประการ ดังนี้:

1. ความแข็งแรงและทนทาน

  • ทนต่อแรงดันน้ำได้สูง
  • มีอายุการใช้งานยาวนาน
  • ทนต่อการกระแทกและการสั่นสะเทือน

2. ความปลอดภัย

  • ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม
  • ปลอดภัยสำหรับการส่งน้ำอุปโภคบริโภค
  • ผ่านการทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานที่เข้มงวด

3. ด้านเศรษฐศาสตร์

  • ราคาสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับอายุการใช้งาน
  • ค่าบำรุงรักษาต่ำ
  • สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้

การดูแลรักษาท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427

เพื่อให้ท่อเหล็กมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ควรมีการดูแลรักษาดังนี้:

  1. การป้องกันการกัดกร่อน
    • ตรวจสอบการเคลือบผิวอย่างสม่ำเสมอ
    • หากพบรอยเสียหายของชั้นเคลือบ ควรซ่อมแซมทันที
  2. การตรวจสอบการรั่วซึม
    • ตรวจสอบจุดต่อและรอยเชื่อมอย่างสม่ำเสมอ
    • หากพบการรั่วซึม ควรดำเนินการซ่อมแซมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ
  3. การป้องกันการอุดตัน
    • ติดตั้งระบบกรองเพื่อป้องกันตะกอนและสิ่งสกปรก
    • ทำความสะอาดระบบท่อตามความเหมาะสม

แนวโน้มและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมท่อเหล็ก

อุตสาหกรรมท่อเหล็กในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มและนวัตกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้:

  1. การเคลือบป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
    • เทคโนโลยีการเคลือบนาโนเพื่อป้องกันการกัดกร่อน
    • สารเคลือบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  2. การพัฒนากระบวนการผลิต
    • การเชื่อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของรอยเชื่อม
    • การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ
  3. การพัฒนาด้านความยั่งยืน
    • การใช้วัตถุดิบรีไซเคิลมากขึ้น
    • การลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต

สรุป

ท่อเหล็กกล้าเชื่อมด้วยไฟฟ้าตามมาตรฐาน มอก. 427 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งน้ำ การเลือกใช้ท่อเหล็กให้เหมาะสมกับประเภทงาน ไม่ว่าจะเป็นชั้นคุณภาพ ข. หรือ ค. จะช่วยให้ระบบท่อมีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ผู้ใช้งานควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น แรงดันใช้งาน สภาพแวดล้อม และขนาดของระบบ เพื่อให้การเลือกใช้ท่อเหล็กเป็นไปอย่างเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ การดูแลรักษาที่ถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 สามารถใช้กับน้ำดื่มได้หรือไม่?

A: ท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 สามารถใช้กับระบบน้ำประปาและน้ำดื่มได้ เนื่องจากผ่านการรับรองความปลอดภัยตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ควรมีการเคลือบภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันสนิมและการปนเปื้อน

Q: อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 คือเท่าไร?

A: หากมีการติดตั้งและบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 สามารถมีอายุการใช้งานได้ถึง 30-50 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการใช้งาน

Q: ท่อเหล็กชั้นคุณภาพ ข. และ ค. แตกต่างกันอย่างไรในแง่ของราคา?

A: โดยทั่วไป ท่อเหล็กชั้นคุณภาพ ค. จะมีราคาถูกกว่าชั้นคุณภาพ ข. ประมาณ 10-15% เนื่องจากมีความหนาและคุณสมบัติทางกลที่ต่ำกว่า

Q: การเชื่อมต่อท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 ทำได้อย่างไร?

A: การเชื่อมต่อท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเชื่อมด้วยไฟฟ้า การต่อด้วยหน้าแปลน หรือการใช้ข้อต่อแบบเกลียว ขึ้นอยู่กับขนาดและการใช้งาน

Q: ท่อเหล็กตามมาตรฐาน มอก. 427 สามารถใช้ในระบบดับเพลิงได้หรือไม่?

A: ได้ โดยเฉพาะท่อเหล็กชั้นคุณภาพ ข. เหมาะสำหรับระบบดับเพลิงเนื่องจากมีความแข็งแรงและทนต่อแรงดันสูง อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบข้อกำหนดของมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567

การวางท่อเหล็กเหนียวใต้ดินแบบต่อท่อด้วยหน้าจาน


        การวางท่อเหล็กเหนียวใต้ดินแบบต่อท่อด้วยหน้าจานเหล็กเหนียวตาดี ใช้สำหรับท่อแบบปลายเรียบทั้ง 2 ด้าน นิยมใช้กับท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 700 มม.    การต่อท่อเหล็กเหนียวใต้ดินด้วยหน้าจานตาดีส่วนใหญ่จะใช้สำหรับติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์ เช่น สามทาง ท่อโค้ง ประตูน้ำ ท่อลด ส่วนการต่อท่อระหว่างท่อแต่ละท่อนมักไม่ค่อยนิยมโดยเฉพาะการวางท่อในยานชุมชน เนื่องจากในย่านชุมชนจะมีสิ่งกีดขวางใต้ดินจำนวนมาก เช่น ท่อระบายน้ำ ทอประปาเดิม ซึ่งการทำงานจะยากและช้ากว่าการต่อด้วยแมคนานิคคัพปิ้ง การต่อท่อด้วยหน้าจานเหล็กเหนียวตาดีก่อนที่จะเริ่มขุดวางท่อจะต้องเตรียมการโดยเชื่อมหน้าจานติดกับปลายท่อทั้งสองด้านไว้ก่อน ปัญหาที่เจอในขณะก่อสร้างคือ หากเชื่อมหน้าจานไม่ได้ระดับ เอียงซ้ายหรือขวาเมื่อประกอบท่อแต่ละท่อนแล้วจะทำให้ระดับไม่ได้ ประกอบยาก ทางที่ดีควรสั่งเชื่อมหน้าจานมาจากโรงงานน่าจะดีกว่า ยกเว้นกรณีติดกับอุปกรณ์ท่อให้เชื่อมหน้าจานในสนาม หากเชื่อมก่อนเมื่อประกอบท่อกับอุปกรณ์จะทำให้รูหน้าจานไม่ตรงกัน ซึ่งจะเจอบ่อยมาก จึงทำให้ทำงานได้ช้า การวางท่อเหล็กเหนียวใต้ดินโดยต่อท่อด้วยหน้าจานเหล็กเหนียวตาดี
ซึ่งมีวิธีการทำงานดังนี้
1. ขุดร่องดินจนได้ความลึกตามต้องการ
2. ใช้แรงงานปรับบดอัดดินในร่องดินให้ได้ระดับ
3. วัดระยะความยาวปลายท่อท่อนที่ 1 ว่าอยู่ตรงจุดไหน เมื่อได้แล้วให้ขุดหลุมให้ลึกจากระดับท้องท่อท่อนที่ 1 ประมาณ 30 ซม. โดยให้ห่างจากปลายท่อท่อนที่ 1 และ 2 ข้างละ 50 ซม.
4. ยกท่อท่อนที่ 1 โดยใช้สายพานยกท่อลงในร่องดิน
5. ทำความสะอาดหน้าจานด้านที่จะใส่ประเก็นยางให้สะอาดโดยใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด
6. ยกท่อท่อนที่ 2 ลงในร่องดินที่ขุดเตรียมไว้แล้ว ทำความสะอาดหน้าจานท่อท่อนที่ 2 โดยใช้ผ้าเช็ดให้สะอาด
7. ใส่น๊อตหน้าจานท่อท่อนที่ 1 ประมาณ 4 ตัวลักษณะเป็นมุม 90 องศา
8. ใส่ประเก็นยางในน๊อตข้อที่ 7.
9. ใช้รถยกท่อท่อนที่ 2 ให้พ้นจากระดับดินเล็กน้อยแล้วใช้แรงงานจับปลายท่อท่อนที่ 2 ค่อยๆดันท่อท่อนที่ 2 เข้าไปหาท่อท่อนที่ 1 โดยใช้น๊อตทั้ง 4 เป็นตัวบังคับ
10. ใส่น๊อตส่วนที่เหลือเพิ่มเติมโดยให้สลับหัว-สลับท้ายแล้วใช้ประแจหรือบล๊อคลมขันน๊อตทุกๆตัวให้แน่น
11. ทำตามลำดับที่ 3 ถึง 10 จนเสร็จ
12. เมื่อวางได้ความยาวพอประมาณให้ปิดหน้าจานตาบอดเพื่อเติมน้ำและทดสอบน้ำต่อไป

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567

การเลือกวิธีงานดันท่อลอด

งานท่อลอดถนนโดยทั่วไปมี 2 วิธี ได้แก่  PIPEJACKING และ Horizontal Directional Drilling

1. PIPEJACKING เป็นการดันท่อปลอกเหล็กโดยการดันท่อและเชื่อมต่อท่อเป็นท่อนๆละประมาณ 3 ถึง 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ก่อสร้างด้วย แบ่งเป็น  2 ประเภท

  1.1 การดันท่อปลอกเหล็กโดยอาศัยแม่แรงโฮโดรลิคดันท่อปลอกเหล็กโดยตรง การดันด้วยวิธีนี้การทำงานจะทำได้ค่อนข้างช้าใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไม่มากนัก

  1.2 การดันท่อปลอกเหล็กโดยอาศัยใบเจาะ (Auger) เจาะดินออกมา การดันท่อด้วยวิธีนี้จะทำได้เร็วมากแต่จะใช้เครื่องมือและอุปกรณ์มากตามไปด้วย

ข้อดี ของการดันท่อลอด

1. ต้องการพื้นที่ในการทำงานไม่มาก

2. เหมาะกับพื้นที่ที่มีสาธารณูปโภค ต่างๆก่อนแล้ว

ข้อเสีย ของการดันท่อลอด

1. ไม่สามารถดันท่อได้ยาวมากนัก

2. ควบคุมทิศทางในการดันได้ยาก ไม่แน่นอน ต้องใช้ผู้ที่เชียวชาญโดยเฉพาะ

2. Horizontal Directional Drilling เป็นการเจาะดึงท่อเหล็ก,HDPE

ข้อดี  ของHorizontal Directional Drilling (HDD)

  1. ไม่จำเป็นต้องเปิดบ่อก่อสร้าง

  2.  เหมาะกับการวางท่อที่มีระยะยาวมากกว่า 100 เมตรขึ้นไป

  3.  สามารถกำหนดความลึกและทิศทางของปลายท่อได้แม่นยำ

ข้อเสีย ของHorizontal Directional Drilling (HDD)

1. ใช้พื้นที่ในการทำงานมาก

2. ก่อนการดึงท่อจะต้องเชื่อมท่อให้มีความยาวต่อเนื่องเท่ากับความยาวที่ต้องการทั้งหมด